You are here
หน้าแรก > ร้อยเอ็ดวันนี้ > เมล็ดพันธุ์ มรดกแห่งชีวิต ทำไมต้องเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ? โดย โจน จันได

เมล็ดพันธุ์ มรดกแห่งชีวิต ทำไมต้องเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ? โดย โจน จันได

ปัจจุบันอาหาร..อาจเป็นแค่อะไรก็ได้ที่กินแล้วอร่อย… ซึ่งบางคนนั้นแทบไม่สนคุณค่าของมันว่ามันดีแค่ไหน ถ้าใครคิดอย่างนั้นเราอยากให้ทุกท่านลองมาอ่าน ความคิดของคุณโจนจันได ที่จะให้ความรู้แค่คำตอบในเรื่องของอาหารกันอินทรีย์ที่มีคุณประโยชน์แต่คุณค่านั้นกลับทดทอยลง

ปัญหาของเมล็ดพันธุ์คืออะไร
ผมเห็นปัญหาหลักๆ อยู่ 3 ปัญหา หนึ่ง คือการสูญหายไปของเมล็ดพันธุ์แท้ สอง พันธุ์ถูกพัฒนาให้อ่อนแอลง สาม อาหารของมนุษย์ไม่ปลอดภัยเพราะมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น ผมคิดว่า 3 อย่างนี้อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้
ความสำคัญของการเก็บเมล็ดพันธุ์ และความมั่นคงทางอาหาร

คุณโจน จันได ได้กล่าวไว้ว่า “เมล็ดพันธุ์คืออาหาร อาหารคือชีวิต ไม่มีอาหารก็ไม่มีชีวิต เมล็ดพันธุ์จึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างแยกกันไม่ได้ หากเมล็ดพันธุ์หายไป ชีวิตเราก็จะแย่ลง” พันพรรณศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เมล็ดพันธุ์ คือแนวทางการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรสามารถทำได้เอง ด้วยการศึกษาเรียนรู้และพัฒนาด้วยตนเอง โดยผลของการพัฒนาด้วยวิธีการที่ไม่พึ่งพาการดัดแปลงพันธุกรรม คือความหลากหลายของสายพันธุ์เนื่องจากแต่ละคนพัฒนาเมล็ดพันธุ์ออกมาได้แตกต่างกัน ดังที่พันพรรณได้เผยแพร่อบรมให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น แสดงให้เห็นว่าไม่ยากเกินไป ต่างจากที่บริษัทสามารถทำได้เพียงไม่กี่พันธุ์ และปัจจุบันเมล็ดพันธุ์มีราคาสูงมาก การมีเมล็ดพันธุ์จึงช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล และการหายไปหรือการผูกขาดของเมล็ดพันธุ์นั้นเชื่อมโยงกับสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหาร

“พืชแต่ละพันธุ์จะมีการทนทานโรคระบาด ฝนแล้ง สภาพอากาศอื่นๆ ที่แตกต่างกันออกไป แต่เมื่อเน้นพัฒนาเพียงแค่สายพันธุ์เดียว เมื่อเผชิญกับวิกฤตอะไรสักอย่าง ก็จะจบ ความมั่นคงก็จะลดน้อยลง เมล็ดพันธุ์เป็นความมั่นคงของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ทุกอย่างอยู่ได้ด้วยความหลากหลายของสรรพสิ่ง ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด วันนี้ชีวิตเรากลับไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของบริษัทไม่กี่บริษัท เราได้กินพืชพันธุ์อาหารเพียงไม่กี่พันธุ์ เพราะบริษัทเป็นเจ้าของพันธุ์เหล่านั้น ซึ่งไม่ได้พัฒนามาเพื่อคนกิน แต่เพื่อยึดครองตลาดเป็นหลัก” คุณโจน จันได กล่าว

“แหล่งที่อยู่อาศัยของเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านถูกลบออก ถูกแย่งที่โดยข้าวโพดบริษัท ผืนดินแย่ลง มีการคัดพันธุ์เหล่านั้นให้ชอบปุ๋ยยี้ห้อนี้ ยาฆ่าแมลงนี้เป็นหลัก ทำให้ต้นทุนสูงแต่คุณภาพห่วย เกษตรกรเป็นหนี้มากขึ้น พันธุ์พืชสัตว์ในปัจจุบัน ถึงเบียดบังโดนบริษัท เมื่อเกษตรกรปลูกพันธุ์แท้ ก็ไม่มีใครรับซื้อ เมื่อเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้ปลูกในสองปี ก็จะไม่งอกอีก การพัฒนาพันธุ์ในปัจจุบันจึงน่าเป็นห่วง สิ่งนี้เป็นการชี้ชะตาว่ามนุษยชาติจะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ ในวันนี้เราไม่เหลือความหลากหลายพอที่จะพึ่งพาได้”
นอกจากนี้ คุณโจน จันได ยังเสริมว่า เมล็ดพันธุ์ไฮบริดจ์และจีเอ็มโอเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหารทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือการปนเปื้อนของจีเอ็มโอในเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน และทางอ้อมคือเป็นการบีบให้คนปลูกจีเอ็มโอไปด้วยเนื่องจากกลัวผลกระทบที่ตามมาจากการถูกปนเปื้อน ดังที่เห็นในกรณีที่เกษตรกรทั่วโลกถูกฟ้องร้องและแพ้คดีความให้กับบริษัทจีเอ็มโอ
คุณโจนเล่าว่า “แต่ก่อนผมเป็นเด็ก เรากินข้าวแต่ละมื้อไม่ต่ำกว่า 5 สายพันธุ์ การกินอะไรที่หลากหลายคือความมั่นคงยั่งยืนของชีวิต ได้สารอาหารหลายชนิด การกินชนิดเดียว คือได้อาหารชนิดเดียว ถึงแม้จะมีเงินมาก แต่เป็นโรคขาดสารอาหารกันโดยไม่รู้ตัว การที่หายไปของเมล็ดพันธุ์ทำให้เราเหลือพันธุ์พืชเพียงไม่กี่พันธุ์ และที่เหลืออยู่นั้น อุตสาหกรรมกลับเลือกพันธุ์ที่ผลิตได้จำนวนมากในระยะเวลาสั้นเท่านั้น เป็นการเน้นที่ปริมาณไม่ใช่สารอาหาร”
เมล็ดพันธุ์ มรดกแห่งชีวิต ไม่ควรเป็นลิขสิทธิ์ของอุตสาหกรรม

คุณโจน จันได กล่าวไว้ว่า “การยึดครองอาหารอย่างเดียว คือการยึดครองโลกได้ทั้งโลก นั่นหมายความว่าข้าวทุกคำที่ป้อนให้ปาก ต้องจ่ายเงินให้กับบริษัททั้งหมด การถูกผูกขาดทางเมล็ดพันธุ์ และการถูกตัดขาดความเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคและผู้ปลูกนั้นถือเป็นวิกฤตของธรรมชาติ การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ คือการส่งต่อมรดกชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ‘มะม่วงนี้อร่อย เก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อให้ลูกหลานกิน’ นี่คือการส่งต่อมรดกชีวิต” เมื่อคนปลูกไม่รู้จักกับคนกิน ความใส่ใจในการปลูกอย่างปลอดภัยก็จะขาดหายไปเช่นกัน เราต้องรวมตัวกัน เชื่อมต่อกันให้ได้ระหว่างคนปลูกและคนกิน และสิ่งสำคัญของการรู้ที่มาของอาหารและกระบวนการตลอดห่วงโซ่การผลิต คือการดูแลสุขภาพของเราเอง เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะดำรงอยู่ได้ต้องพึ่งพาอาหารเป็นปัจจัยสำคัญ

ปัจจุบันนี้ภาครัฐไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรรมเชิงนิเวศเท่าที่ควร แต่กลับสนับสนุนการใช้สารเคมี ดังเช่นกรณีที่ปุ๋ยเคมีไม่ต้องจ่ายภาษี มีการตัดป่ามากขึ้นเพื่อทำพื้นที่ทางการเกษตร แต่เกษตรกรที่เพาะปลูกเชิงนิเวศไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ อีกทั้งมายาคติของจีเอ็มโอที่กล่าวอ้างว่าให้ผลผลิตสูง ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้นนั้น แท้ที่จริงแล้ว พืชที่โตเร็วจะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก จำเป็นต้องมีอาหารเลี้ยงเพียงพอเพื่อที่จะได้ผลผลิต นอกจากนี้ยังมีกระแสการต่อต้านจีเอ็มโออยู่เสมอ ในขณะที่ไม่เคยมีใครปฏิเสธอาหารอินทรีย์ ที่ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมควรจะรับฟัง เพราะทางออกที่เป็นความหวังของประเทศไทยที่แท้จริง คือพันธุ์พืชอันหลากหลายของเรา ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์คือเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของไทย

“ขนาดยังไม่เป็นจีเอ็มโอ เราก็ได้กินพืชผักที่น้อยชนิดอยู่แล้ว เราก็ได้กินแค่คะน้า ผักบุ้ง กะหล่ำ แต่หากเป็นจีเอ็มโอ เราจะได้กินเพียงถั่วเหลืองและข้าวโพด มันน่าเสียดายว่าเมืองไทยมีมันมากกว่า 200 สายพันธุ์ แต่เราได้กินแค่มันฝรั่ง ประเทศไทยมีพืชพันธุ์ดีๆ จำนวนมากที่ไม่ต้องแข่งขันกับใคร การเก็บเมล็ดพันธุ์เป็นสิ่งเร่งด่วนที่เราต้องทำในวันนี้ ก่อนที่จะสาย ทุกคนมีสิทธิที่จะเก็บเมล็ดพันธุ์ คนเมืองคือผู้บริโภค ถ้าคนเมืองสนับสนุนเกษตรกรที่ทำอินทรีย์ เก็บเมล็ดพันธุ์ จะทำให้เกษตรกรเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมีคนต้องการ เขาก็จะปลูกมากขึ้น ช่วยกันเก็บ ช่วยกันกิน เก็บไว้ในวิถีชีวิต ไม่ใช่ในห้องเย็น ต้องเก็บวิธีปลูก กิน ใช้ และกินอะไรที่หลากหลายมากขึ้น นั่นคือความมั่นคงสูงสุดในชีวิต” คุณโจน จันไดกล่าวทิ้งท้าย

ถึงเมล็ดพันธุ์สูญหายไปบ้าง แต่เราก็กินที่เหลืออยู่ได้ไม่ใช่หรือครับ
เมล็ดพันธุ์ที่เราเอามาปลูกเพื่อใช้กินอยู่ทุกวันนี้ 80 – 90 เปอร์เซ็นต์มาจากพันธุ์ผสม หมายถึงพันธุ์ที่เอาไปปลูกต่อจะไม่ได้ผลผลิตเหมือนเดิม มันจะกลายพันธุ์ แล้วเมล็ดพันธุ์ที่มีในตลาดตอนนี้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เป็นพันธุ์ที่จำกัดการงอก คือมีการพัฒนาพันธุ์แบบใหม่ด้วยการฉายรังสีเข้าไป หรือเอายีนบางตัวออกเพื่อให้ไม่มีเมล็ดเลย ทำให้คนปลูกต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกครั้งที่ปลูก นี่คือการพัฒนาเมล็ดพันธุ์เพื่อการตลาด เพื่อการผูกขาดเป็นหลัก ไม่ได้พัฒนามาเพื่อให้คนกิน ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ผักมากมายราคากิโลละเกินหนึ่งหมื่นบาท อย่างแตงโมนี่หมื่นสอง มะละกอหมื่นสามหมื่นสี่ พวกผักสลัดนี่บางพันธุ์กิโลละหกหมื่นบาท ชาวไร่ชาวนาที่มีรายได้เฉลี่ยปีละสองสามหมื่น ถ้าต้องปลูกผักในราคาเท่านี้ เขาจะอยู่กันยังไง

การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ก็ไม่ได้พัฒนาเพื่อคนหรือ
ข้าวทุกวันนี้ไม่ได้มีคุณค่าดีไปกว่าแต่ก่อนเลย เขาพัฒนาเพื่อให้ได้ผลผลิตมาก น้ำหนักดีเท่านั้นเอง แต่รสชาติมันเปลี่ยนไป คุณค่าทางอาหารมันเปลี่ยนไป มองลึกๆ แล้วเขาไม่ได้พัฒนาเพื่อให้ได้อาหารที่มีคุณค่าขึ้น เขาพัฒนาเพื่อให้ได้ของแปลกเอาไปขายเท่านั้นเอง

สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมืองไทยต้องการพัฒนาข้าวเพื่อส่งออก ต้องการเป็นผู้นำการส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ไปจ้างนักวิชาการจากสหรัฐฯ มาคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์ข้าว นักวิชาการคนนี้สั่งให้รวบรวมพันธุ์ข้าวจากทั่วประเทศ ได้มาสองร้อยกว่าชนิดก็ลองปลูก เอาปุ๋ยไปใส่ แปลงไหนที่ตอบสนองต่อปุ๋ยดี คือใส่ปุ๋ยแล้วโตดี เขาก็เก็บไว้ แปลงไหนไม่ชอบปุ๋ยก็ตัดออก พันธุ์ข้าวที่ได้คือพันธุ์ที่ชอบปุ๋ยทั้งสิ้น มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็สอนเทคนิคเดียวกันหมด ทุกวันนี้เราเลยพัฒนาแต่พันธุ์ที่ตอบสนองต่อสารเคมีทั้งสิ้น พันธุ์ที่เราปลูกกันอยู่ทุกวันนี้จึงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง เพราะเขาเลือกแต่พันธุ์อ่อนแอพวกนี้ไว้ คนปลูกจึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีตลอด เวลาขายก็ขายเป็นเซ็ต ชื้อเมล็ดพันธุ์แล้วก็ต้องซื้อปุ๋ยกับยาฆ่าแมลงไปด้วย ไม่ใช้ก็ไม่ได้ เพราะมันจะไม่โต
อย่างข้าวหอมมะลิแท้ เมล็ดเล็กๆ ก้นเรียวๆ หุงแล้วหอมไกลมาก แต่ทุกวันนี้เราพัฒนาให้เมล็ดใหญ่ ให้รวงดก แต่กลิ่นไม่เหมือนเดิม ไม่หอม รสชาติก็ไม่เหมือนเดิม แต่ได้ผลผลิตสูง ปลูกแล้วขายได้ การพัฒนาพันธุ์ในปัจจุบันไม่ได้พัฒนาให้คนกิน แต่เพื่อขาย เพื่อยึดครองตลาด เท่านั้นเอง เวลาชาวบ้านเขาพัฒนาพันธุ์ข้าว เขาเลือกพันธุ์ที่ดีจริงๆ เอามาปลูกต่อ แจกจ่ายต่อ แต่ภาคธุรกิจกับรัฐบาลกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือเขาพัฒนาพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุด แต่ให้ผลผลิตมาก รสชาติไม่ต้องพูดถึง แย่ อายุก็สั้นมาก อย่างมะเขือเทศพื้นบ้าน ถ้าดินดี น้ำดี อาหารดี มันอยู่ได้เป็นปี พันธุ์ที่ผมปลูกต้นเดียวเลี้ยง 2 ครอบครัวได้สบาย เก็บทีนึงเป็นถัง

แต่พันธุ์ที่ไปซื้อเมล็ดมา ลูกมันจะดกมาก 3 เดือนกว่าๆ ลูกเต็มต้นเลย ออกครั้งเดียวแล้วก็ตายเลย รสชาติแย่ รู้ไหมว่าทำไมมะเขือเทศที่เรากินทุกวันนี้ถึงเหนียว เพราะฟาร์มใหญ่ๆ ที่ปลูกมะเขือเทศมีพื้นที่เป็นพันไร่ มันเสียเวลามากที่จะใช้คนขนมะเขือเทศ เขาเลยใช้สายพานส่งมะเขือเทศจากปลายไร่กลับมาในโรงงาน มะเขือเทศก็กลิ้งมาตามสายพาน ถ้าเป็นมะเขือเทศปกติมันจะช้ำและแตก เขาก็เลยออกแบบให้มันเหนียว จะได้ขนส่งไกลๆ ได้ หรือบางอย่างก็ออกแบบให้มีสีแดงแต่ยังไม่สุก จะได้เก็บไว้ขายได้นานๆ รสชาติไม่ได้เรื่อง รสชาติของอาหารคือสิ่งที่บอกถึงคุณค่าที่มีอยู่ในอาหาร ผักพื้นบ้านมีรสฝาด รสขม รสเปรี้ยว หลายๆ รส แต่ผักที่เราซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตทุกวันนี้รสชาติเหมือนกันหมด คือจืด น้ำเยอะ เป็นผักที่เติบโตจากไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแตสเซียม ทุกวันนี้เราเหมือนกินพืชสังเคราะห์ไม่ใช่พืชธรรมชาติ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัสเอาบร็อกโคลี มะเขือเทศ มันฝรั่ง มาทำวิจัยพบว่า สารอาหารลดลงกว่าเมื่อ 50 ปีที่แล้วถึงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ บางอย่างก็ 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะเราใส่ปุ๋ยเร่งให้โตเร็ว ออกลูกเร็ว ออกลูกใหญ่ การโตเร็วทำให้ไม่สามารถสะสมสารอาหารอย่างอื่นได้ เหมือนกับไก่ ปลา เราเร่งให้มันโตเร็ว รสเลยจืดมาก ไก่ปกติใช้เวลา 3 เดือนถึงจะหนัก 1 กิโล แต่ไก่ที่เรากินทุกวันนี้ใช้เวลา 28 วัน ผักบุ้งที่ขายในตลาดอายุ 14 วัน ใส่แต่น้ำกับยูเรีย นั่นแหละคือสิ่งที่เรากิน เวลาคนแก่ตามบ้านนอกเข้ามาในเมือง เขาเลยกินอะไรไม่ค่อยได้ กินปลาก็ไม่อร่อยเพราะเป็นปลาเลี้ยง เนื้อมันยุ่ย กินไก่ย่างก็บอกว่าจืดเหมือนกินฟองน้ำ เพราะเป็นไก่ฟาร์ม คนที่โตมากับไก่ฟาร์มอาจจะบอกว่าไก่พื้นบ้านมันเหนียวเกินไป เพราะเราไม่คุ้น ทุกวันนี้เราไม่ได้สนใจเรื่องรสชาติอาหารแล้ว เราถูกฝึกให้กินในสิ่งที่เขาอยากให้กิน ตอนนี้อะไรจะอร่อยหรือไม่อร่อยมันขึ้นกับผงชูรสกับซอส การปรุงอาหารเมื่อก่อนมีแต่เกลือ แต่ทุกวันนี้ซอสอะไรต่ออะไรเป็นแถวเลย เพราะอาหารที่เรากินมันไม่มีรสชาติ ต้องหารสชาติมาใส่เข้าไปเยอะๆ จนไม่รู้ว่าเรากินอะไรบ้างแล้ว ทำให้ทุกวันนี้เรากินอาหารเยอะๆ อาหารดีๆ แต่ก็ยังเป็นโรคขาดสารอาหาร

อาหารของเราอยู่ในภาวะวิกฤตมาก เมล็ดพันธุ์ของเราสูญหายไป และอยู่ในกำมือของคนไม่กี่คน แล้วคนไม่กี่คนก็พัฒนาเมล็ดพันธุ์มาเพื่อผูกขาด ไม่ได้พัฒนาเพื่อให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น อันนี้ทำให้เราเห็นว่าจำเป็นต้องรีบทำอะไรสักอย่างเพื่อระงับวิกฤตที่จะตามมาในเร็วๆ นี้ วิกฤตทางอาหารถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ทุกชีวิตอยู่ได้เพราะอาหาร ไม่มีอาหารเราก็อยู่ไม่ได้

เมื่อก่อนชาวไร่ชาวนาก็พัฒนาพันธุ์กันเอง ทำไมยุคนี้ถึงไม่ทำเอง
พันธุ์ผสมมันอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่ง สังคมตลาดด้วย เขาก็บังคับให้ชาวบ้านปลูกพันธุ์ผสมทั้งหมด ปลูกไป 2 – 3 ปี พันธุ์พื้นบ้านก็หมด จะกลับมาหาก็ไม่มีเมล็ดพันธุ์แล้ว ก็ไม่มีทางเลือก บริษัทบอกให้ปลูกอะไรก็ต้องปลูก ถ้าไปเอาพันธุ์อื่นมาปลูกเขาก็ไม่รับซื้อ นอกจากจะปลูกแล้วเอาไปหาทางขายเอง ซึ่งเกษตรกรไม่ค่อยชอบ เพราะเขาชอบปลูกมากกว่าชอบขาย ทำให้ไม่มีใครคิดจะเก็บหรือเพาะเมล็ดพันธุ์เอง ใครๆ ก็รู้สึกว่าซื้อเอาง่ายกว่า ยื่นเงินให้ก็ได้มา แต่ไม่มีใครคิดว่า ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะได้เงินมา
พอได้เมล็ดพันธุ์แท้มาแล้ว คุณทำยังไงต่อไป

บริษัทขายกิโลละหมื่น แต่เราแจกฟรีให้ชาวบ้านคนละหยิบมือ เพื่อให้เขาเอาไปปลูกแล้วเก็บเมล็ดต่อเอง คนที่อยากได้ก็เขียนจดหมายมาขอจากทั่วประเทศ อาทิตย์หนึ่งก็เกือบๆ 300 ฉบับ เราเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์ไม่ใช่สินค้า แต่เมล็ดพันธุ์คือชีวิต เราไม่ควรขายชีวิตให้ใคร เราต้องแจก โดยไปเชื่อมโยงกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่มีมากมายในเมืองไทย เราผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เขา เขาก็ปลูกผักอินทรีย์ด้วยเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ได้ แล้วเราก็พยายามให้ชาวบ้านเอาไปแจกต่อ

ทำไมถึงมองว่าเมล็ดพันธุ์คือชีวิต
เงินไม่ใช่ความมั่นคงอีกแล้ว อาหารคือสิ่งที่มั่นคงมากกว่าเงิน เศรษฐกิจกำลังทรุดลง อีกไม่นานเงินสกุลต่างๆ จะพังลง ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นชาวอาร์เจนตินา พ่อของเขาเป็นข้าราชการ ทำงานหนักแทบตาย มีเงินเก็บอยู่ล้านกว่าๆ หวังว่าเกษียณแล้วจะใช้เงินนี้ในบั้นปลายชีวิต พอดีเจอเศรษฐกิจทรุด เงินล้านลดค่าเหลือไม่กี่แสน แทบจะฆ่าตัวตาย เงินมันไม่มีความมั่นคง แต่คนยังเชื่ออยู่ว่าเงินคือความมั่นคง แต่อาหารนี่สิ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไฟฟ้าดับ น้ำมันหมด เศรษฐกิจพัง เราก็ยังกินได้ตลอดเวลา ถ้ามีเงินกองเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่ หิวขึ้นมาเราไม่ได้กินเลยนะ แต่อาหารกินได้ นี่คือความมั่นคงที่แท้จริง แทนที่เราจะสะสมเงิน เราต้องสะสมอาหาร ในสภาวะปัจจุบันกำลังบีบให้คนกลับมาสู่เรื่องนี้มากขึ้น

ผมเห็นว่า ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เราจะแนะนำว่าอาหารคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ทุกวันนี้คนจำนวนมากกำลังตื่นเต้นกับการหาเงินแข่งกัน แต่ก็มีอีกส่วนที่ท้อแท้เหนื่อยหน่ายกับการแข่งขันที่ไม่มีที่สิ้นสุด อยากปลีกตัวออกมาหาชีวิตทางเลือกที่ดีขึ้น ถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์ให้เขา เขาก็เริ่มไม่ได้ หรือถ้าวันข้างหน้าเศรษฐกิจพัง คนไม่มีทางเลือกต้องกลับมาหาเกษตร แต่กลับมาแล้วไม่มีเมล็ดพันธุ์จะกลับไปไหนล่ะ เราต้องไปกราบไหว้บริษัทข้ามชาติกี่บริษัท แล้วเขาจะให้อะไรเรามา เขายึดครองเมล็ดพันธุ์ คือยึดครองอาหาร คนที่ยึดครองอาหารคือคนที่ยึดครองได้ทั้งโลก ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะอยู่บนโลกนี้ร่วมกัน ทำไมเราต้องยึดครองอาหาร ทำไมเราต้องไปจดลิขสิทธิ์อาหาร คนที่จดลิขสิทธิ์อาหารก็คือคนที่ไปแย่งอาหารคนอื่นมาเป็นของตัวเอง แล้วคนอื่นจะกินอะไร มันเป็นความคิดที่แย่มาก

ผู้บริโภคในเมืองอย่างเราช่วยอะไรได้บ้าง
คนเมืองคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหานี้ คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นหน้าที่ของเกษตรกร แต่คนเมืองต่างหากเป็นคนกำหนดให้เกษตรกรปลูกอะไร เพราะคนเมืองไม่กิน เกษตรกรก็ไม่มีทางปลูก เราต้องพูดเรื่องนี้กันมากขึ้น รณรงค์กันมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนกลับมากินอาหารอินทรีย์มากขึ้น พอคนปลูกมากขึ้นราคาก็จะถูกลง ถ้าไม่มีคนกิน ชาวนาเขาจะเอาพืชผักอินทรีย์ไปขายที่ไหน คนที่ทำงานที่เดียวกันอาจจะรวมกลุ่มกันติดต่อให้ชาวบ้านส่งพืชพันธุ์ไปให้กิน ปีนึงก็มาเยี่ยมชาวบ้านสักครั้งจะได้รู้ว่าอาหารของเราเป็นยังไง ปลูกยังไง คนเมืองกับชนบทก็จะใกล้ชิดกันมากขึ้น พืชผักเหล่านี้แหละที่จะเป็นเลือดเนื้อของเราในวันพรุ่งนี้ ชีวิตคนเกิดมาครั้งเดียว ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง เราเกิดมาทำไม จะเกิดมาเพื่อทำงานหนักให้คนอื่นรวย แล้วเราก็ตายไปด้วยความทุกข์ทรมานเพื่ออะไรกัน
ซึ่งนี้ถือเป็นหนึ่งของความคิดของเกษตรกรไทยคนหนึ่งที่เน้นความเป็นอยู่แบบพอเพียงเป็นหลัก ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ อารหารก็ทำขึ้นจากผักสดๆ การที่เราหันกลับมากินอาหารอินทีรย์นอกจากจะดีต่อร่างกายแล้ว ยังดีต่อ เหษตรไทย เพราะการเพิ่มรายได้ให้เกษตรอีกทางหนึ่ง

Similar Articles

Top