You are here
หน้าแรก > ข่าวทั่วไป > ชาวบ้านเฮ!! รัฐปลดล็อก พรบ.ป่าไม้ ตัดต้นไม้ในที่ตัวเองได้ ไม่ต้องขออนุญาต (รายละเอียด)

ชาวบ้านเฮ!! รัฐปลดล็อก พรบ.ป่าไม้ ตัดต้นไม้ในที่ตัวเองได้ ไม่ต้องขออนุญาต (รายละเอียด)

ชาวบ้านเฮ!! รัฐปลดล็อก พรบ.ป่าไม้ ตัดต้นไม้ในที่ตัวเองได้ ไม่ต้องขออนุญาต (รายละเอียด)

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่ายินดีเป้นอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาล คสช.เตรียมปลดล็อคเพื่อช่วยชาวบ้านเกี่ยวกับการปลูกไม้มีค่าในที่ดินของตัวเองได้ อาทิเช่น ไม้สัก ไม้พะยูง ชิงชัง ยางนา เป็นต้น แถมเมื่อต้นไม้เหล่านี้โตเต็มที่ก็ยังสามารถตัดและนำไปขายได้โดยไม่ต้องขออนุญาตด้วย  ซึ่งการปลูกต้นไม้เหล่านี้ถือเป็นการออมเงินในระยะยาว เนื่องจากเป้นสินทรัพย์ที่ชาวบ้านสามารถตัดและนำมาขายได้ และมูลค่าก็จะสูงขึ้นตามอายุของต้นไม้

ขณะที่ก่อนหน้านี้ได้มีปราชญ์ชาวบ้านเคยเสนอแนวทางการออมเงินผ่านต้นไม้มาบ้างแล้ว อย่างเช่น

นายเลี่ยม บุตรจันทา ปราชญ์เกษตรพอเพียง ฉะเชิงเทรา ที่เคยเล่าถึงแนวคิดการปลูกพืชบำนาญ โดยปลูกและดูแลไว้ก็จะสามารถตัดต้นไม้เหล่านี้ขายเมื่อมีอายุมากขึ้น มูลค่าก็จะเพิ่มไปตามอายุที่ผ่านไป เป็นการปลูกต้นไม้ที่เอาไว้กินตอนแก่ เริ่มปลูกไม้ที่เป็นบำนาญประมาณ 50 ต้น ตั้งแต่ปี 2542 เป็นไม้เศรษฐกิจ เช่น มะค่า ตะเคียนทอง ยางนา ฯลฯ พื้นที่ 5 ไร่ สามารถขายได้ต้นละ 1 หมื่นบาท ส่วนพะยูงขายได้ต้นละ 1 แสนบาท ตอนแก่ก็พอดีไม้โต ขายได้ใช้เป็นเงินบำนาญ เดือนละ 2-3 ต้น

เรื่องนี้ เสมือนเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ชาวบ้านสร้างการออมไปในตัว เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเพื่อรับมือสังคมสูงวัย ลองคิดดู… นี่คือการออมไว้ในต้นไม้ สามารถให้ผลตอบแทนนับร้อยเท่าในระยะเวลา 20-40 ปี

หากวันนี้ ลงทุนลงแรงปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ ราคาสูง อาทิ สัก ยางนา พะยูง ฯลฯ เอาไว้ตัดขายในระยะ 20-40 ปีข้างหน้า จากต้นกล้าต้นละไม่กี่สิบบาท เมื่อโตขึ้น อายุ 20-40 ปี จะมีราคาค่างวดแพงขึ้นมาก

  • ผลตอบแทนสูงกว่าฝากเงินไว้ที่ธนาคาร
  • ผลตอบแทนสูงกว่าการทำธุรกิจหลายอย่าง
  • แถมมีความมั่นคงสูง
  • ที่สำคัญ สร้างผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกต่างหาก

ยกตัวอย่างเช่น ต้นพะยูง อายุ 6 ปี ความสูง 7-8 เมตร มูลค่าโตไว้กว่าดอกเบี้ย ถ้าปลูกตอนนี้ ถึงวัยเกษียณ ในราวๆ 30 ปีข้างหน้า ก็จะมีค่าต้นละเป็นแสนบาท ถ้าปลูกไว้ 10 ต้น ก็ได้เงินล้านเป็นบำนาญชีวิต ถ้าปลูกไว้หลายสิบต้น หลายร้อยต้น ก็สามารถวางแผน ทยอยตัดขายได้ทุกๆเดือน มีรายได้ทุกๆเดือน เดือนละหลายแสนบาท

จากกรณีนี้เอง ความคืบหน้าล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล (กขร.) ครั้งที่ 3/2561 (นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน) มีมติเห็นชอบในหลักการการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปลูกไม้มีค่าในที่ดินกรรมสิทธิ์ เนื่องจากพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ในมาตรา 7 ได้กำหนดให้ไม้สัก และไม้ยาง รวมถึงไม้ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 อีก 16 รายชื่อ ไม่ว่าขึ้นอยู่ในที่ใดในราชอาณาจักรเป็นไม้หวงห้าม ดังนั้น การทำไม้หรือนำไปใช้ประโยชน์ จึงต้องมีการอนุญาตตามกฎหมายป่าไม้ เกิดผลกระทบตามมาแก่ประชาชนที่มีที่ดินกรรมสิทธิ์ถูกต้อง แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากไม้เศรษฐกิจบางชนิดได้

กขร. เห็นว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือที่ดินที่มีสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย และช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจให้กับประเทศ จึงมีมติตามที่กรมป่าไม้เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปลูกไม้มีค่าในที่ดินกรรมสิทธิ์ โดยให้พิจารณาให้มีระบบกำกับ ควบคุม ตรวจสอบย้อนกลับ การรับรองไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเต็มประสิทธิภาพ

หากทำสำเร็จ จะถือเป็นการปลดล็อกกฎหมายที่ใช้มานานกว่า 70 ปี เปิดทางให้ชาวบ้านและชุมชนสามารถปลูกป่าไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเอง โดยเฉพาะ ไม้พะยูง ชิงชัน ยางนา ไม้สัก

หลังจากนี้ ต้องพิจารณาว่า ไม้ชนิดไหนบ้างที่จะอนุญาตให้ปลูกและตัดได้ รวมทั้งออกแบบระบบติดตามควบคุมเพื่อป้องกัน มิให้เกิดการรั่วไหล หรือสร้างผลกระทบในทางไม่พึงประสงค์ต่อไปด้วย หากมีความชัดเจนแน่นอนในเรื่องนี้ เชื่อแน่ว่า จะเกิดแรงจูงใจในทางบวก และสร้างความมั่นคงในชีวิตของชาวบ้านได้อย่างมากมาย โดยที่รัฐบาลแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

ยิ่งถ้าต่อยอดต่อไป ด้วยการรับรองไม้มีค่าเป็นเสมือนทรัพย์สินอย่างหนึ่ง เหมือนเป็นรถยนต์ อาคาร สินค้าของผู้ครองครองกรรมสิทธิ์ สามารถจะนำไปจำนำ จำนอง หรือประกอบธุรกรรมทำธุรกิจต่อไปได้ ก็จะยิ่งเป็นการปลดล็อกเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญ ชาวบ้านในต่างจังหวัดจะมีความมั่นคงในชีวิตได้ก็งานนี้

ขณะที่ นายอรรถพล เชิญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ เผยว่า การปลูกไม้ยืนต้นในที่กรรมสิทธิ เจ้าของที่ดินที่ชอบด้วยกฏหมายมีสิทธิ ปลูก ตัด เลื่อยแปรรูป จะไม่ต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ ตาม ม.7 ของพรบ.ป่าไม้ พ.ศ.2484

คุณอรรถพล กล่าวต่อว่า รัฐบาลเห็นชอบในหลักการเรื่องนี้แล้ว ตามข้อเสนอของกระทรวง ทส. การแก้ไขปรับปรุงมาตรา 7 จะเสร็จในเร็วๆ นี้ เมื่อกระทรวง ทส. ปลดล๊อก มาตรา 7 และ กระทรวงพาณิชย์ออกกฏกระทรวง ให้ไม้ยืนต้นเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันได้ การใช้ที่ดินของชาติจะเกิดประโยชน์สูงสุดมากยิ่งขึ้น ประชาชนก็จะมีทรัพย์ในอนาคตเพิ่มขึ้น ป่าไม้ของแผ่นดินไทยก็จะเพิ่มมากขึ้น

ต้องบอกว่าหากทำสำเร็จเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์มากๆต่อประชาชนทั้งประเทศเลยทีเดียว หากทางการผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมมือร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราในฐานะคนไทยและชาวบ้านธรรมดาๆก็ขอขอบคุณทุกทานจากใจจริงครับ

Similar Articles

Top