You are here
หน้าแรก > ข่าวทั่วไป > เปิดตำนาน เสาหลักเมือง พิธีกรรมโบราณที่นำเอาคนมาฝังทั้งเป็น จริงหรือไม่ ? ความเชื่อที่ต้องสังเวยด้วยชีวิต!!

เปิดตำนาน เสาหลักเมือง พิธีกรรมโบราณที่นำเอาคนมาฝังทั้งเป็น จริงหรือไม่ ? ความเชื่อที่ต้องสังเวยด้วยชีวิต!!

เปิดตำนาน เสาหลักเมือง พิธีกรรมโบราณที่นำเอาคนมาฝังทั้งเป็น จริงหรือไม่ ? ความเชื่อที่ต้องสังเวยด้วยชีวิต!!

ประวัติความเป็นมา

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้โปรดเกล้าให้กระทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 การฝังเสาหลักเมืองมีพิธีรีตองตามพระตำราที่เรียกว่า พระราชพิธีนครฐาน ใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มี เส้นผ่าศูนย์กลางวัดที่โคนเสา 29 เซนติเมตร สูง 187 นิ้ว กำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน 108 นิ้ว ฝังลงในดินลึก 79 นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ล้วงภายในไว้เป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เป็นแกนไม้สัก ประกับนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ 6 แผ่น สูง 108 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า 5 เมตร และอัญเชิญหลักเมืองเดิม และหลักเมืองใหม่ ประดิษฐานในอาคารศาลหลักเมืองที่สร้างใหม่ มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีพุทธศักราช 2395

ศาลหลักเมืองได้รับการปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง ในปี พ.ศ. 2523 มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมการเฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี พ.ศ. 2525 ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม ด้านทิศเหนือจัดสร้างซุ้มสำหรับประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง 5 คือเจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี มีการจัดละครรำ ละครชาตรี ให้ผู้ต้องการบูชา ว่าจ้างรำบูชาศาลหลักเมืองอยู่ด้านข้าง

แนวคิดว่าด้วยศาลหลักเมือง

ปรากฏหลักฐานในหนังสือที่บันทึกโดยนักบวชชาวฝรั่งเศส ฌ็อง-บาติสต์ ปาลกัว (ฝรั่งเศส: Jean-Baptiste Pallegoix,ค.ศ. 1805-1862/พ.ศ. 2348-2405) หรือที่รู้จักในนามพระสังฆราชปัลเลอกัวซ์ ที่บันทึกในหนังสือเล่าเรื่องกรุงสยาม (Description du Royaume Thai ou Siam) อันเกี่ยวกับ “ศาลหลักเมือง” ดังข้อความที่ว่า

“…มงซเญอร์ บรูกิแอรส์ (Monseigneur Brugiueres) ได้เล่าไว้ในจดหมายของท่านเกี่ยวกับประเพณีการถือโชคลาภของอนารยะอันมีอยู่ในประเทศสยามทุกครั้งเมื่อจะมีการสร้างประตูเมืองใหม่ ข้าพเจ้าเองก็เคยอ่านพบเหตุการณ์คล้าย ๆ นี้ในพงศาวดารสยามเหมือนกัน ข้าพเจ้าไม่ยื่นยันว่าจะเป็นความจริงดังที่เล่าลือกันนัก เขาว่ากันดังนี้ เมื่อสร้างประตูเมืองใหม่ในกำแพงพระนคร หรือแม้เพียงซ่อมขึ้นใหม่ ไม่ทราบว่าเขาใช้กำหนดกฎถือโชคถือลางข้อไหนที่ว่าต้องฆ่าคนที่บริสุทธิ์คือไม่มีความผิดเสียสามคน การกระทำอันป่าเถื่อนนั้นมีดังนี้ คือ หลังจากที่พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงปรึกษากับขุนนางผู้ใหญ่เป็นการลับแล้ว ก็ส่งราชบุรุษคนหนึ่งไปที่ประตูเมืองที่จะดำเนินการซ่อมแซมนั้น นาน ๆ ครั้งราชบุรุษนั้นจะทำทีตะโกนเรียกหาใครคนหนึ่งนั้นขึ้นมาดัง ๆ เขาออกชื่อประตูเมืองนั้นซ้ำซากหลายครั้งหลายหนปรากฏอยู่เนือง ๆ ว่าประชาชนที่ผ่านไปมา เมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกทางเบื้องหลังก็มักจะเหลียวหน้ามาดู ทันใดนั้นราชบุรุษกับพวกก็จะเข้ารุมล้อมจับเอาคนที่เหลียวหน้ามาดูนั้นไปสามคน อันเป็นที่แน่ว่าชะตาชีวิตของเขาถึงฆาตแล้ว ไม่มีการปฏิบัติใด ๆ สัญญาประการใด ๆ หรือการเสียสละใด ๆ ที่จะช่วยชีวิตเขาไว้ได้ เขาขุดหลุมใหญ่ขึ้นในช่องประตูเมืองนั้น แล้วผูกเสาคานใหญ่ชักขึ้นไปเหนือหลุมนั้นในระดับสูงพอสมควร โยงไว้ด้วยเส้นเชือกสองเส้นหัวท้ายให้เสาหรือซุงนั้นแขวนอยู่ตามทาง นอนเหมือนอย่างลูกหีบ ฉะนั้น ครั้งถึงวันกำหนดที่จะกระทำการอันอรุณนี้ ก็เลี้ยงดูผู้เคราะห์ร้ายให้อิ่มหนำสำราญแล้วแห่แหนไปที่หลุมนั้น พระเจ้าแผ่นดินและข้าราชบริพารก็จะเสด็จและไปให้ความเคารพด้วย พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้บุคคลทั้งสามนั้นเฝ้าประตูเมืองไว้ด้วย และให้เร่งแจ้งข่าวให้รู้เกลือกว่ามีอริราชศัตรูหรือผู้คิดกบฏจะยกเข้าโจมตีพระนคร ครั้นแล้วเขาก็ตัดเชือกปล่อยให้เสาหรือซุงหล่นลงมาบนศีรษะผู้เคราะห์ร้าย ผู้ตกเป็นเหยื่อของการถือโชคลางนั้น บี้แบนอยู่ในหลุม คนไทยเชื่อว่าผู้เคราะห์ร้าย ผู้ตกเป็นเหยื่อของการถือโชคลางนั้น จะกลายสภาพเป็นอารักษ์จำพวกที่เรียกกันว่า ผี ราษฎรสามัญบางคนก็กระทำการฆาต

“อิน จัน มั่น คง อยู่ ดี” พิธีตอกเสาเข็มในละคร “เจ้ากรรมนายเวร” เป็นเรื่องจริงหรือไม่ เป็นคำถามที่ถูกพูดถึงกันมากในเวลานั้น

ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนในปี พ.ศ.2544 เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นชื่อละครช่อง 3 เรื่อง “เจ้ากรรมนายเวร” ละครที่พูดถึงตำนานการสร้างเสาหลักเมือง ซึ่งเป็นพิธีนำคนมาฝังทั้งเป็น เพื่อให้เป็นเจ้ากรรมนายเวรเฝ้าเมือง ซึ่งพิธีนี้ตามหลักฐานพบว่าเป็นตำนานที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์

เรื่องสืบกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความเชื่อตามประเพณีว่า เมื่อมีการสร้างพระนครหรือสร้างเมือง จะต้องมีเสาหลักเมือง โดยในพิธีนั้น จะมีการฝังเสาหลักเมือง และเสามหาปราสาท โดยจะต้องเอาคนที่มีชีวิตทั้งเป็นลงฝังในหลุม เพื่อให้เป็นผู้เฝ้ามหาปราสาทบ้านเมือง ป้องกันอริราชศัตรู มิให้มีโรคภัยเกิดแก่เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ผู้ครองนครบ้านเมือง ในการทำพิธีดังกล่าว ต้องเอาคนที่ชื่อ อิน จัน มั่น คง มาฝังลงหลุมจึงจะศักดิ์สิทธิ์

เล่ากันว่าการจะหาผู้ที่มาฝังลงหลุมนั้น ผู้กระทำพิธีจะออกเดินไปตามย่านต่างๆ เรียกชื่อ อิน จัน มั่น คง ไปเรื่อยๆ ใครโชคร้ายขานรับขึ้นมาก็จะถูกนำตัวไปเลี้ยงดูอย่างดี อิ่มหนำสำราญโดยไม่บอกอนาคตล่วงหน้า พอถึงวันกำหนดที่จะกระทำการอันทารุณนี้ โดยการแห่นำไปแล้วผลักลงหลุมเพื่อทำพิธี เมื่อคนมาชุมนุมกันเขาก็ตัดเชือกปล่อยให้เสาหรือซุงหล่น ลงมาบนศีรษะผู้เคราะห์ร้ายผู้ตกเป็นเหยื่อของการถือโชคถือลางนั้น บี้แบนอยู่ในหลุม

คนไทยเชื่อว่าผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้จะกลายสภาพเป็นอารักษ์ คนสามัญบางคนก็กระทำการฆาตกรรมแก่ทาสของตนในทำนองเดียวกันนี้เพื่อใช้ให้เป็นผีเฝ้าขุมทรัพย์ที่ตนฝังซ่อนไว้ โดยคนที่ถูกฝังทั้งเป็นเพื่อเป็นผีคอยรักษาเมือง จะต้องมีคุณสมบัติตามที่โหรพราหมณ์กำหนด ไม่ใช้นักโทษที่ต้องโทษประหาร แต่จะเป็นคนที่อยู่ในวัยต่างๆ กันมีตั้งแต่คนมีอายุ จนถึงเด็กทั้งผู้หญิง และผู้ชาย ทุกคนต้องมีฐานะดีเป็นที่ยกย่องในกลุ่มชน และต้องเกิดตามที่โหรกำหนด ถ้าเป็นชายต้องไม่มีรอยสัก ผู้หญิงต้องไม่เจาะหู เมื่อสั่งเสียล่ำลาญาติพี่น้องแล้วก็จะถูกนำตัวไปลงหลุม ญาติพี่น้องก็จะได้รับพระราชทานรางวัล

“มีจริงในประวัติศาสตร์ครับ แต่ในไทยไม่มีพิธีนี้มาหลายร้อยปีแล้ว ตอนตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ก็ไม่ทำพิธีนี้ ครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์น่าจะเป็นที่พม่า ครั้งย้ายพระนครจากอังวะไปมัณฑะเลย์ (น่าจะราวช่วงรัชกาลที่ 4 ของไทย) ครั้งนั้นใช้คนมาทำพิธีลงหลุมเกิน 50 คน ไม่ใช่แค่เสาหลักเมือง แต่ทำไปหมดทั้งมุมเมือง พลับพลาประตูหลัก ประตูวัง รัตนบัลลังก์” จาก สมาชิกคุณ zodiac28

“เรื่องอิน จัน มั่น คงเป็นเรื่องที่เล่าลือกันมาครับ ยังไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร แต่สมัยก่อนหน้านั้นมีบันทึกการทำพิธีตอกเสาเข็มในไทย ปรากฎในเอกสารเรื่อง “Description ofthe Kingdom of Siam” ซึ่งเขียนใน ค.ศ.๑๖๓๘ (พ.ศ.๒๑๘๑) ของเยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias Van Vliet) หัวหน้าสถานีการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ (Vereenigde Oost-Indische Compagnie; VOC) ประจำกรุงศรีอยุทธยาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระราชบิดาของสมเด็จพระนารายณ์

**โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ **

“เมื่อจะทรงสร้างพระราชวัง หอคอย หรือพระตำหนักใดๆก็ตาม ภายใต้เสาเข็มที่จะถูกปักลงในพื้นดินจะจับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ใส่ลงไป หากยิ่งท้องแก่ใกล้จะคลอดก็ยิ่งดี ด้วยเหตุนี้จึงนำมาสู่ความโศกสลดในกรุงศรีอยุทธยาอยู่บ่อยครั้งเมื่อมีการซ่อมสร้างพระราชวังหรือหอคอย เพราะบ้านทุกหลังในสยามจะตั้งอยู่เหนือพื้นดินโดยมีเสาไม้หลักปักอยู่ สตรีจำนวนมากต้องทนทุกข์ต่อความทรมานนี้ แม้ว่าเรื่องที่บรรยายมานี้จะดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่การประหารเหล่านี้ก็ได้เคยทำจริงๆ

“ผู้คนที่แสนจะงมงายเหล่านี้ เชื่อว่าเมื่อสตรีเหล่านี้ตายไปแล้วจะกลายเป็นภูติผีปิศาจ ที่คอยพิทักษ์เสาที่ตนถูกโยนลงไปข้างใต้รวมไปถึงตัวอาคารทั้งหมดจากความโชคร้าย บ่อยครั้งพระเจ้าแผ่นดินจึงทรงมักให้ข้าทาสไม่กี่คนไปจับกุมสตรีที่กำลังตั้งครรภ์อย่างไม่ใส่พระทัย แต่จะเว้นไม่จับกุมสตรีที่อยู่ในเรือนนอกจากหาใครไม่เจอบนถนนแล้ว สตรีเหล่านี้ถูกนำตัวมาเข้าเฝ้าพระมเหสี ซึ่งจะทรงดูแลพวกนางราวกับพวกนางจะมีพระประสูติกาลให้พระเจ้าแผ่นดินก็ว่าได้ หลังจากนั้นไม่กี่วัน พวกนางจะถูกโยนลงหลุมโดยให้หงายท้องขึ้น แล้วเสาเข็มจะตอกบนครรภ์จนทะลุไป

เรื่องนี้อาจจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ก็มีความใกล้เคียงกับเรื่องที่เล่าขานเกี่ยวกับการตอกเสาเข็มของไทยอยู่หลายอย่าง เช่น บางที่บอกว่าการตอกเสาเข็มมักใช้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์เพราะเมื่อตอกเสาเข็มแล้วก็จะได้วิญญาณถึง 2 ดวง (จากสมาชิกคุณ ศรีสรรเพชญ์)

ฉากพิธีตอกเสาเข็มในละคร “เจ้ากรรมนายเวร” ที่ยังคงถูกพูดถึงจนถึงทุกวันนี้

ซึ่งหลังจากที่มีคำถามนี้ทำให้คนไปสืบค้นดูแล้วพบว่า เรื่องอิน จัน มั่น คงเป็นเรื่องที่เล่าๆลือๆกันมายังไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ในละครเจ้ากรรมนายเวรดำเนินเรื่องในช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวต่างประเทศเข้ามาติดต่อค้าขายจำนวนมากและพบหลักฐานร่วมสมัยจำนวนมากที่บันทึกเหตุการณ์ในสมัยนั้น แต่ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ระบุว่ามีการทำพิธีตอกเสาเข็มในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เลย จึงคิดว่าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์คงไม่มีพิธีนี้แล้ว

แต่สมัยก่อนหน้านั้นมีบันทึกการทำพิธีตอกเสาเข็มในไทย ปรากฎในเอกสารเรื่อง “Description ofthe Kingdom of Siam” ซึ่งเขียนใน ค.ศ.๑๖๓๘ (พ.ศ.๒๑๘๑) ของเยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias Van Vliet) หัวหน้าสถานีการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ (Vereenigde Oost-Indische Compagnie; VOC) ประจำกรุงศรีอยุทธยาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระราชบิดาของสมเด็จพระนารายณ์

ฟาน ฟลีตใช้ชีวิตอยู่ในกรุงศรีอยุทธยา ๙ ปี ได้บันทึกประวัติศาสตร์ช่วงนั้นไว้มากทั้งพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระราชพงศาวดาร สภาพการเมืองการปกครองและอื่นๆ อีกมาก ซึ่งฟาน ฟลีตได้ระบุว่าเคยมีพิธีตอกเสาเข็มเกิดขึ้นใน พ.ศ.๒๑๗๗ รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองครับ

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ

“…พระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นชีวิตไพร่ฟ้าด้อยค่านัก เพราะเมื่อจะทรงสร้างพระราชวัง หอคอย (น่าจะเป็นพระเจดีย์หรือพระปรางค์ – ศรีสรรเพชญ์) หรือพระตำหนักใดๆก็ตาม ภายใต้เสาเข็มที่จะถูกปักลงในพื้นดินจะจับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ใส่ลงไป หากยิ่งท้องแก่ใกล้จะคลอดก็ยิ่งดี ด้วยเหตุนี้จึงนำมาสู่ความโศกสลดในกรุงศรีอยุทธยาอยู่บ่อยครั้งเมื่อมีการซ่อมสร้างพระราชวังหรือหอคอย เพราะบ้านทุกหลังในสยามจะตั้งอยู่เหนือพื้นดินโดยมีเสาไม้หลักปักอยู่ สตรีจำนวนมากต้องทนทุกข์ต่อความทรมานนี้ แม้ว่าเรื่องที่บรรยายมานี้จะดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่การประหารเหล่านี้ก็ได้เคยทำจริงๆ

ผู้คนที่แสนจะงมงายเหล่านี้ เชื่อว่าเมื่อสตรีเหล่านี้ตายไปแล้วจะกลายเป็นภูติผีปิศาจ ที่คอยพิทักษ์เสาที่ตนถูกโยนลงไปข้างใต้รวมไปถึงตัวอาคารทั้งหมดจากความโชคร้าย บ่อยครั้งพระเจ้าแผ่นดินจึงทรงมักให้ข้าทาสไม่กี่คนไปจับกุมสตรีที่กำลังตั้งครรภ์อย่างไม่ใส่พระทัย แต่จะเว้นไม่จับกุมสตรีที่อยู่ในเรือนนอกจากหาใครไม่เจอบนถนนแล้ว สตรีเหล่านี้ถูกนำตัวมาเข้าเฝ้าพระมเหสี ซึ่งจะทรงดูแลพวกนางราวกับพวกนางจะมีพระประสูติกาลให้พระเจ้าแผ่นดินก็ว่าได้ หลังจากนั้นไม่กี่วัน พวกนาง (ขออภัยสำหรับคำพูดหยาบคาย) จะถูกโยนลงหลุมโดยให้หงายท้องขึ้น แล้วเสาเข็มจะตอกบนครรภ์จนทะลุไป

ทั่วกรุงศรีอยุทธยามีแม่น้ำไหลผ่านแปดสาย บริเวณที่แม่น้ำไหลผ่านเข้าออกพระนครจะมีการสร้างประตูที่มีเสาสูงสองเสาสูงประมาณแปดฟาทอม (๔๘ ฟุต) และหนาหนึ่งฟาทอม (๖ ฟุต) เสานี้เชื่อมกันด้านบนด้วยเสาแนวขวางสองเสา ช่องว่างระหว่างเสามีการตกแต่งประดับด้วยไม้

เมื่อรวมประตูไชย (ประตูทางใต้ของกาะเมืองอยุธยา-ศรีสรรเพชญ์) หรือประตูแห่งหัวใจ (เป็นทางเข้าพระราชวัง) จะมีประตูพระนครทั้งหมด ๑๗ ประตู เมื่อต้นปี ๑๖๓๔ พระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบันโปรดให้สร้างประตูใหม่ทั้งหมด ประตูเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นประตูวัด วิหาร บ้านเรือน หรือพระราชวัง (ไม่ว่าจะน่าเกลียดหรือไม่สำคัญก็) ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในสยาม พระองค์จึงมีพระราชโองการให้โยนสตรีที่กำลังตั้งครรภ์สองคนลงไปใต้เสาเข็มแต่ละเสา ทั้งหมดต้องใช้สตรี ๖๘ คนสำหรับ ๑๗ ประตู เพื่อการณ์นี้สตรีบางคนจึงถูกนำตัวเข้าพระราชวัง แต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นในทั้งสองวันที่ผู้หญิงห้าคนถูกจับมาได้คลอดบุตรในเวลาเดียวกับที่ถูกพาตัวเข้ามาในพระราชวัง นี่ทำให้เกิดความหดหู่ขึ้นในราชสำนักและเชื่อกันว่าเป็นปาฏิหาริย์

ออกญาจักรี (ผู้ซึ่งในปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นออกญาสุโขทัย และเป็นผู้ที่มั่นใจในตนเองสูง) กล้าพอที่จะกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดในบรรดาเทพยดาแห่งองค์พระพุทธเจ้าอยู่หัวไม่ทรงโปรดให้โยนสตรีลงหลุมใต้เสาเข็ม แต่เพื่อที่จะประนีประนอมกับปิศาจ (ซึ่งชาวสยามเชื่อว่าสิงสถิตอยู่ในประตูเหล่านี้) ออกญาจักรีจึงทูลเสนอพระเจ้าแผ่นดินให้ทำพิธีแค่ที่ประตูไชยเท่านั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นชอบและมีพระราชโองการให้เหลือสตรีไว้แค่สี่นางเท่านั้น

สตรีคนอื่นๆ (ทั้งคนที่คลอดบุตรไปแล้วและยังไม่คลอด) ถูกจับโกนศีรษะ แล้วถูกฟันสองแผลบนศีรษะ ได้รับแจ้งว่าเทพยดาทรงประทานชีวิตพวกนางไว้ในพระหัตถ์พระเจ้าแผ่นดินและพวกนางสมควรตาย แต่พระเจ้าแผ่นดินทรงไว้ซึ่งพระเมตตากรุณามากกว่าเทพยดา พวกนางทุกคนจึงสามารถกลับบ้านได้ ยกเว้นหญิงอีกสี่คนที่ได้กล่าวไปแล้วที่ถูกโยนลงหลุมใต้เสาเข็มประตูไชย”

อ่านดูแล้วจากเนื้อหาสันนิษฐานว่าออกญาจักรีคงจะพยายามช่วยชีวิตผู้หญิงเหล่านี้ แต่ก็ไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด

เรื่องนี้อาจจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ก็มีความใกล้เคียงกับเรื่องที่เล่าขานเกี่ยวกับการตอกเสาเข็มของไทยอยู่หลายอย่าง เช่นบางที่บอกว่าการตอกเสาเข็มมักใช้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์เพราะเมื่อตอกเสาเข็มแล้วก็จะได้วิญญาณถึง ๒ ดวง บางที่ก็เรียกว่าเป็นหญิงตั้งครรภ์ว่าพวก “สี่หูสี่ตา”

เครคติ ศรีสรรเพชญ์

ขอบคุณบทความและภาพ จาก https://th.wikipedia.org https://pantip.com

Similar Articles

Top